<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-170100561706071129</id><updated>2012-02-15T22:02:34.195-11:00</updated><title type='text'>foifon</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://foifon.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/170100561706071129/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://foifon.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>สายฝนเดือนพฤษภา</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>2</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-170100561706071129.post-7602336417997481672</id><published>2007-09-30T02:51:00.000-11:00</published><updated>2007-09-30T02:51:44.132-11:00</updated><title type='text'>สารบัญ</title><content type='html'>&lt;a href="http://maysaifon.blogspot.com/2007/09/blog-post.html"&gt;กรรมกับการลงทัณฑ์ใน "โลสก(สะกะ) ชาดก"&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://maysaifon.blogspot.com/2007/07/blog-post_07.html"&gt;กว่าจะข้ามขุนเขา(ด้วยปลายมีดของเธอและฉัน) : ความงามที่พร่าเลือน&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://maysaifon.blogspot.com/2007/08/blog-post_08.html"&gt;กวีนิพนธ์ของอังคาร กัลยาณพงศ์กับเซอเรียลิสม์&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://maysaifon.blogspot.com/2007/06/blog-post_15.html"&gt;กากี : เดิมพันในเกมการต่อสู้ของผู้ชาย&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://maysaifon.blogspot.com/2007/07/blog-post_6130.html"&gt;คนปลูกต้นไม้ : ความงดงามจากการทำงาน&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://maysaifon.blogspot.com/2007/06/blog-post_5359.html"&gt;จาก "ฉวนเหยา" ถึง "เว่ยฮุ่ย"&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://maysaifon.blogspot.com/2007/06/blog-post_9156.html"&gt;เซี่ยงไฮ้เบบี้ : เรื่องเล่าความในใจของหญิงจีนยุคใหม่&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://maysaifon.blogspot.com/2007/07/blog-post_09.html"&gt;ณ กาลเวลา : หนังสือสวยคำงามคมความคิด&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://maysaifon.blogspot.com/2007/08/blog-post_18.html"&gt;“ถ้าคุณพลอยยังอยู่ ” : ความยอกย้อนของมโนทัศน์สัมพันธบท&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://maysaifon.blogspot.com/2007/06/blog-post_1908.html"&gt;ถ้าชีวิตได้พบกับเทวดา...เทวดาที่โหล่&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://maysaifon.blogspot.com/2007/06/blog-post.html"&gt;นางตันไตรนักเล่านิทานเอก&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://maysaifon.blogspot.com/2007/06/blog-post_2088.html"&gt;ปั่นแปะ : สัจจะของลูกผู้ชายที่ไม่สมประกอบ&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://maysaifon.blogspot.com/2007/08/blog-post_19.html"&gt;ฟอกไม่ขาว : เรื่องสอนใจชายด้วยความตายของหญิง&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://maysaifon.blogspot.com/2007/09/blog-post_02.html"&gt;แรมนราฯ "โลกในดวงตาข้าพเจ้า"&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://maysaifon.blogspot.com/2007/07/blog-post_08.html"&gt;แรมเรือน : ความลุ่มลึกที่รอเวลา&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://maysaifon.blogspot.com/2007/07/blog-post.html"&gt;ลงเรือมาเมื่อวาน : นิราศชีวิตผ่านกระแสธารของกาลเวลา&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://maysaifon.blogspot.com/2007/06/blog-post_3925.html"&gt;เล่ห์รักสลักใจ : พล็อตปลอมตัวยังไงก็ได้ผล&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://maysaifon.blogspot.com/2007/06/1.html"&gt;ว่าด้วยกวีและกวีนิพนธ์ร่วมสมัย(1)&lt;/a&gt; เพียงนึกเท่านั้นก็เป็นกวี&lt;br /&gt;&lt;a href="http://maysaifon.blogspot.com/2007/06/2.html"&gt;ว่าด้วยกวีและกวีนิพนธ์ร่วมสมัย(2)&lt;/a&gt; ศักดิ์และสิทธิ์ของกวีโบราณ&lt;br /&gt;&lt;a href="http://maysaifon.blogspot.com/2007/06/3.html"&gt;ว่าด้วยกวีและกวีนิพนธ์ร่วมสมัย(3)&lt;/a&gt; การสืบทอดความเป็นกวีและความสำคัญของกวีนิพนธ์&lt;br /&gt;&lt;a href="http://maysaifon.blogspot.com/2007/06/blog-post_17.html"&gt;ว่าด้วยกวีและกวีนิพนธ์ร่วมสมัย(จบ)&lt;/a&gt;คุณค่าของกวีและกวีนิพนธ์ในปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;a href="http://maysaifon.blogspot.com/2007/08/blog-post.html"&gt;เศรษฐศาสตร์กลางทะเลลึก : การต่อรองราคาแห่งชีวิต&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://maysaifon.blogspot.com/2007/09/blog-post_30.html"&gt;หนังสือแสดงกิจจานุกิจ : ต้นเค้าของสารานุกรมไทยฉบับเยาวชน&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://maysaifon.blogspot.com/2007/06/blog-post_22.html"&gt;หมู่บ้านในแสงเงา : กวีนิพนธ์บนเส้นสีชีวิต&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://maysaifon.blogspot.com/2007/06/6th-day.html"&gt;‘อมตะ’ และ ‘The 6th Day’: แนวคิดเรื่องการเกิดใหม่&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://maysaifon.blogspot.com/2007/08/blog-post_13.html"&gt;โอ...อัมพวา : หนังสือภาพแนวอนุรักษ์ภูมิทัศน์&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://maysaifon.blogspot.com/2007/06/ties-that-bind-ties-that-break.html"&gt;Ties That Bind, Ties That Break: ชะตากรรมของสาวจีน&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/170100561706071129-7602336417997481672?l=foifon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://foifon.blogspot.com/feeds/7602336417997481672/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=170100561706071129&amp;postID=7602336417997481672' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/170100561706071129/posts/default/7602336417997481672'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/170100561706071129/posts/default/7602336417997481672'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://foifon.blogspot.com/2007/08/blog-post.html' title='สารบัญ'/><author><name>สายฝนเดือนพฤษภา</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-170100561706071129.post-7999534101125216570</id><published>2007-06-04T03:21:00.001-11:00</published><updated>2007-06-04T03:21:08.274-11:00</updated><title type='text'>เรื่องเล่าของคนบันทึกเรื่องเล่าที่นักเล่าเรื่องคนหนึ่งเล่าให้เขาฟัง : วิธีใหม่หรือไร้ทิศทาง?</title><content type='html'>&lt;div&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_8wos1OKytgk/RmQdN-VTPCI/AAAAAAAAACc/-2hwiF2FyK4/s1600-h/à¹à¸£à¸·à¹à¸&amp;shy;à¸à¹à¸¥à¹à¸²à¸à¸&amp;shy;à¸à¸à¸à¸à¸±à¸à¸à¸¶à¸.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5072211206233865250" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_8wos1OKytgk/RmQdN-VTPCI/AAAAAAAAACc/-2hwiF2FyK4/s200/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B6%E0%B8%81.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; ในยุคข้อมูลข่าวสารที่มีการนำเสนออย่างไม่มีพรมแดน ผู้รับสารมีโอกาสตระหนักถึง “อำนาจ” ของผู้เล่าเรื่องได้ชัดเจนขึ้นกว่าแต่ก่อน เรื่องที่เล่านั้นอาจเป็นแค่เรื่องธรรมดาที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน แต่ถ้าผู้เล่ามีโวหารโดดเด่นแสดงอัตลักษณ์เฉพาะตัว เรื่องธรรมดานั้นก็ดูจะมีน้ำหนักและมีความสำคัญมากขึ้น เรื่องบางเรื่องจึงเป็นเพียงวัตถุที่ผู้เล่าใช้สร้างภาพและแสดงพลังอำนาจของผู้เล่าได้อย่างไม่น่าเชื่อ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ทำไมต้อง “เรื่องเล่า”&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;หนังสือชื่อยาวว่า “เรื่องเล่าของคนบันทึกเรื่องเล่าที่นักเล่าเรื่องคนหนึ่งเล่าให้เขาฟัง” ของศิริวร แก้วกาญจน์ มีข้อสังเกตที่โดดเด่นด้วยการใช้คำว่า “เรื่องเล่า” ซึ่งผู้เล่าขยายความในจดหมายถึงบรรณาธิการว่า “ที่ส่งมาให้ท่านอ่านนี้ บางทีการที่จะเรียกว่า เรื่องแต่งหรือเรื่องจริงนั้น ฟังดูแล้วไม่น่าจะถูกต้องเหมาะสมเท่ากับจะเรียกว่าเรื่องเล่าของคนบันทึกเรื่องเล่าที่นักเล่าเรื่องคนหนึ่งเล่าให้เขาฟัง” การที่ใช้คำว่าเรื่องเล่าเรียกเรื่องราวในเล่มนี้ คงเป็นเพราะผู้เล่าต้องการจะให้เกิดความน่าเชื่อถือว่าเป็นเรื่องจริงมากกว่าเรื่องแต่ง ซึ่งแต่ก่อนเคยเรียกกันว่าเรื่องสั้น แต่เรื่องสั้นมีกรอบของการเป็นเรื่องสมมุติ ไม่อาจสร้างมิติของบริบทใหม่ให้แก่เรื่องที่เล่าได้ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;คำว่าเรื่องเล่าจึงเข้ามามีบทบาทเปิดพื้นที่ให้เข้าใจได้ว่า เรื่องที่จะได้ยินได้ฟังต่อไปนี้ มีมูลจากความจริงที่พบเห็นได้ในสังคมทั้ง 12 เรื่องกล่าวถึงชีวิตเล็กๆ ของคนธรรมดาสามัญมีชีวิตอยู่ในเมืองหลวง ผู้เล่าเก็บรายละเอียดการดำเนินชีวิตของคนที่อาศัยอยู่ในซอกหลืบของป่าคอนกรีตมาตีแผ่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสามีภรรยาที่ต้องเลิกรากันไปเพราะมีสาเหตุมาจากท่อประปาแตกใน “เกี่ยวกับท่อประปา” หรือเรื่องของคุณประหยัดที่ไม่อาจฝืนแรงต้านบริโภคนิยมจากสังคมได้ ในที่สุดเขาก็ต้องมีโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นปัจจัยที่ 5 เช่นเดียวกับเพื่อนๆ ใน “เกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือ” หรือเรื่องของคนดูแลตึกที่ชอบปิดประกาศต่างๆ จนกระทั่งทั่วทั้งตึกไม่มีที่ว่างจะปิดใบประกาศใดๆ อีก ใน “เกี่ยวกับใบปิดประกาศ” เรื่องของชัชรินทร์ที่ไม่อาจทนเสียงเห่าหอนของสุนัขข้างบ้านได้ และพลอยเกลียดมด หนู ฯลฯ ในบ้านไปด้วย เขาจึงวางแผนกำจัดสัตว์เล็กๆ เหล่านี้ จนกระทั่งพิชิตตัวต้นเหตุได้สำเร็จใน “เกี่ยวกับสัตว์ชนิดต่างๆโดยเฉพาะหมา” และเรื่องของเด็กสาวที่ชื่อว่าตาลตะวัน ผู้รอบรู้เรื่องราวข่าวคราวของดาราไทยอย่างดีเยี่ยม แต่เธอกลับไม่รู้แม้แต่เรื่องพ่อของตัวเองเลยใน “เกี่ยวกับผู้รอบรู้เรื่องดาราภาพยนตร์ไทย” เรื่องราวของคนเล็กๆ เหล่านี้ เมื่อนำมาเล่าด้วยวิธีการที่ไม่ธรรมดาก็ทำให้รู้สึกว่ากลายเป็นเรื่องใหญ่ที่มีความสำคัญขึ้นมาได้ หลายเรื่องชวนให้ขบคิดว่าในสังคมปัจจุบันนี้ช่างมีเรื่องราวที่ไร้สาระไหลวนผ่านสื่อมากมายถึงเพียงนี้เชียวหรือ บางขณะที่เราติดตามเสียงเล่าอยู่นั้น เราอาจจะได้ยินอีกเสียงหนึ่งที่มีลีลาการเล่าคลับคล้ายคลับคลากับเสียงของเจ้าชายน้อยที่มาจากดาวอื่น เหมือนกับจะมาตั้งคำถามกับคนในบ้านนี้เมืองนี้ว่าทุกวันนี้ เราเคยสังเกตเห็นกิจกรรมของคนเหล่านี้บ้างหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็น นักตำหนิ นักปิดไฟ หรือนักบิดใบประกาศ แล้วคนเหล่านี้ก็นับวันจะมีมากขึ้น แต่เราผู้อยู่ร่วมกันกับเขามิได้เฉลียวใจเลยว่าเราเองเคยทำเช่นเขาบ้างหรือเปล่า เราเป็นอย่างเพื่อนของคุณประหยัดหรือไม่ หรือเราเคยรู้สึกเหมือนที่ชัชรินทร์รู้สึกสักครั้งหนึ่งไหม&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;การเล่าเรื่องแบบใหม่หรือไร้เหตุผล&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เรื่องเล่าทั้ง 12 เรื่องที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “เกี่ยวกับ” ทั้งหมดนั้น แม้จะเป็นเรื่องราวของคนธรรมดาสามัญและกล่าวถึงเหตุการณ์ชีวิตความเป็นอยู่ทั่วไปก็ตาม แต่ความโดดเด่นกลับอยู่ที่การเล่าเรื่อง ส่วนใหญ่เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยมีความสัมพันธ์กันในเชิงเหตุผล ดังที่เล่าเรื่องของนพรัตน์กับวัลญา สองสามีภรรยา ซึ่งทะเลาะกันหลังจากท่อน้ำประปาแตกว่า สาเหตุที่ท่อประปาในบ้านของทั้งสองแตกนั้น อันที่จริงพวกเขาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลย แต่จะพูดว่าไม่เกี่ยวเลยก็ไม่ถูกต้องนัก ท่อประปาแตกเพราะพนักงานบริษัทกำจัดปลวก เหตุที่พนักงานบริษัทกำจัดปลวกทำท่อประปาแตกก็เพราะความฉ้อฉลของพวกเขาเอง แม้พนักงานฉีดปลวกจะฉ้อฉล แต่เราก็พูดได้ไม่เต็มปากว่าพวกเขาฉ้อฉลเขาและเธอผู้เป็นเจ้าของบ้าน แต่เราก็พูดได้ไม่เต็มปากว่าพวกเขาไม่ได้ฉ้อฉลผู้เป็นเจ้าของบ้านเนื้อความที่อธิบายอย่างยอกย้อนเยิ่นเย้อข้างต้น ทำให้เราออกจะรู้สึกรำคาญกับวิธีการเล่า แต่ก็ทำให้เราเห็นเจตจำนงของผู้เล่าได้ว่าต้องการนำเสนอความสัมพันธ์ที่ไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลอย่างที่ผู้ฟังอยากให้เป็น และต้องการจะประชดเสียดสีบรรดา “นักเหตุผล” ทั้งหลายที่พยายามจะอธิบายเหตุผลด้วยตรรกะที่ไม่เป็นเหตุผล อาจจะเพื่อสร้างความฉงนฉงายด้วยวิธีแบบใหม่ให้แก่ผู้อ่าน เป็นการขยิบตาบอกว่าทีนี้อย่าคาดหวังว่าจะได้ยินได้ฟังอะไรที่เข้าใจง่ายๆ และยิ่งจะต้องรับรู้เรื่องราวที่ดูผิวเผินว่าเกี่ยวข้องกันแต่ความจริงไม่เกี่ยวกันเลยก็อาจเป็นได้ ซึ่งในสังคมปัจจุบันก็มีเรื่องราวมากมายที่ใช้วาทกรรมเสมือนว่าจะอธิบายขยายความ แต่กลับไม่เป็นเหตุผลตามที่ควรจะเป็นให้เห็นๆ กันอยู่แล้ว แต่ความไม่เป็นตรรกะนั้นถูกกลบเกลื่อนด้วยวลีเชื่อมความจนทำให้เกิดความซับซ้อนทางความคิด และเกิดผลสัมฤทธิ์ตามที่ผู้เล่าต้องการ &lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_8wos1OKytgk/RmQfhOVTPDI/AAAAAAAAACk/-nLjvvWxcws/s1600-h/à¸¨à¸´à¸£à¸´à¸§à¸£.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5072213735969602610" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_8wos1OKytgk/RmQfhOVTPDI/AAAAAAAAACk/-nLjvvWxcws/s200/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%A3.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ถ้าจะพิจารณาโครงสร้างของเรื่องจากวิธีการเล่า ก็อาจจะยากอยู่สักหน่อยที่จะแสดงโครงสร้างให้ปรากฏเป็นแผนภูมิ เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่องนั้น มันออกจะดูซ้ำๆ วนเวียนกันไปเป็นวัฏจักรที่ไม่สิ้นสุด เช่นบางเรื่องก็ดำเนินเรื่องด้วยการย้อนต้น คือกล่าวถึงเหตุการณ์สุดท้าย แล้วเรียงลำดับเหตุการณ์ไปหาต้นเรื่อง กลับมาจบสุดท้ายจุดเดียวกับที่เริ่มเรื่อง หรือบางเรื่องก็เล่าไปเรื่อยๆ คล้ายการตั้งข้อสังเกตมากกว่าจะมีลักษณะเป็นเรื่องสั้น ที่มีการผูกปมขัดแย้ง แล้วหาทางคลี่คลายเรื่อง เรื่องเล่าในลักษณะนี้ คล้ายกับเรื่องสั้นๆ ที่เป็นเรื่องราวของคนใดคนหนึ่งในสังคม ซึ่งมีแง่คิดที่ควรพิจารณาสังเกตในแง่มุมต่างๆ การเล่าเรื่องในลักษณะนี้ เราจะเรียกว่าเป็นการเล่าแบบใหม่ก็ดูจะไม่ถนัดนัก เพราะก็เคยมีเรื่องสั้นๆ มากมายที่เล่าไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก แต่ที่พอจะเห็นเป็นความแปลกใหม่อยู่บ้างก็ตรงที่วิธีการเขียน ที่ว่าแปลกก็อาจเป็นเพราะยังไม่มีเรื่องเล่าที่ไหนใช้ภาษาได้น่าฉงนเช่นนี้ เป็นภาษาที่ดูเหมือนจะพยายามอธิบายความอยู่ตลอดเวลา แต่บางทีก็ชวนให้น่าเบื่อกับความซ้ำซากได้เหมือนกันความหมายกับวิธีการเขียนการให้ความสำคัญกับความหมายนับเป็นวิชาที่สำคัญในสาขาภาษาศาสตร์&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เมื่อพิจารณาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากข้อความใดข้อความหนึ่งแล้ว จะพบว่าลักษณะเด่นของข้อความนั้นมีความหมายแฝงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวซ้ำคำ ซ้ำวลี หรือแม้แต่การเว้นวรรคหรือการย่อหน้าก็ล้วนแต่สื่อความทั้งสิ้น วิธีการเขียนในเรื่องเล่าชุดนี้ที่ปรากฏอย่างโดดเด่นก็คือ การใช้วลีกล่าวเกริ่นว่า &lt;em&gt;การที่จะพูดว่า อาจจะกล่าวได้ว่า ดูเหมือนว่า อาจจะพูดได้ว่า หากจะพูดให้ใกล้เคียงว่า เราก็ไม่แน่ใจว่า หรือกล่าวอีกแบบก็ต้องบอกว่า&lt;/em&gt; ฯลฯ วลีเหล่านี้ถูกนำมาใช้มากเป็นประวัติการณ์ จนรู้สึกได้ถึงน้ำเสียงประชดเสียดสีการใช้วลีลักษณะนี้ในสังคมปัจจุบัน ดังที่ขึ้นต้นเรื่องเล่า “เกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือ” ว่า &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;em&gt;ควรกล่าวด้วยว่า แม้แต่คุณประหยัดก็ยังแปลกใจตัวเอง ตอนนั้นคือเย็นย่ำของวันจันทร์ที่ 2 เดือนกันยายน ในความรับรู้ของหัวหน้าแผนกที่ประเมินผลงานจากตารางลงเวลาการทำงาน อาจจะกล่าวได้ว่า คุณประหยัดเป็นคนขยันและนับเป็นพนักงานที่ดีคนหนึ่งทีเดียวทว่าความจำเจของหน้าที่การงานส่งผลให้ความกระตือรือร้นของคุณประหยัดอ่อนตัวลง และนี่คือสิ่งที่หัวหน้าแผนกไม่รับรู้&lt;/em&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ผู้เล่าเรื่องใช้วลีกล่าวเกริ่นว่า “ควรกล่าวด้วยว่า” ซึ่งแท้จริงแล้ว วลีนี้ ควรจะทำหน้าที่เป็นวลีเชื่อมความมากกว่าจะนำมากล่าวขึ้นต้นประโยค ซึ่งเข้าใจว่าผู้เล่าคงจะตัดมาเฉพาะชีวิตช่วงหนึ่งของคุณประหยัดมาเล่า เรื่องก่อนหน้านี้คงมีมาแล้ว แต่จะเล่าเฉพาะเรื่องอนาคตอันใกล้นี้เท่านั้นอีกลักษณะหนึ่งคือ การใช้วลีขยายความ ที่ดูเหมือนว่ากำลังทำหน้าที่อธิบายข้อความก่อนหน้านี้ให้มีความหมายกระจ่างขึ้น แต่กลายเป็นว่าเมื่อขยายความแล้ว ความหมายเพิ่มขึ้นเพียงนิดหน่อยเท่านั้น เช่น &lt;em&gt;“การที่จะพูดว่า เธอเป็นแฟนพันธุ์แท้ของดาราไทยทุกคนนั้น นับว่ายังให้เกียรติเธอน้อยไป ที่ถูกเราควรกล่าวว่า เธอเป็นยิ่งแฟนพันธุ์แท้ของดาราไทยทุกคนเสียอีก”&lt;/em&gt;วลีที่นำมาใช้ จึงมิได้ทำหน้าที่ขยายความแต่อย่างใดเลย เช่นเดียวกับความพยายามที่จะใช้วลีที่ว่า หรือกล่าวอีกแบบก็ต้องบอกว่า ในเรื่อง “เกี่ยวกับนักเดินเรือบนดาดฟ้าตึกใบหยก”&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;em&gt;ย่างเข้าเดือนที่สามแล้วที่เฒ่าศรีมินนั่งอยู่อย่างนั้นตั้งแต่ย่ำรุ่ง กระทั่งสามโมงเช้า สูบบุหรี่มวนต่อมวนอยู่บนเก้าอี้ตัวโปรด บนดาดฟ้าตึกใบหยก กลางกรุงเทพมหานคร จิบกาแฟดำ จ้องมองไปยังทิศซึ่งดวงตะวันฉายแสง จมอยู่ในความเงียบ รอคอยการมาถึงของดวงตะวันยามเช้า จมอยู่ในความเงียบ หรือกล่าวอีกแบบก็ต้องบอกว่า นานๆ ครั้งแกถึงจะพึมพำกับตัวเองเบาๆด้วยประโยคบางประโยค ชื่อเรียกบางชื่อ ช้าๆ สั้นๆ และอย่างครุ่นคิด&lt;/em&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;วลีที่ว่า “หรือกล่าวอีกแบบก็ต้องบอกว่า” เหมือนจะทำหน้าที่ขยายข้อความที่ว่า “จมอยู่ในความเงียบ” แต่เรา มาก่อนให้กระจ่างขึ้น แต่ก็กลับเป็นว่า ได้ใจความเกือบเท่าเดิม &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ในเรื่องเล่าทั้ง 12 เรื่องนี้ จะมีข้อความคล้ายๆ แบบนี้เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็น่าชวนฉงนหรือมิใช่ถึงวิธีการเขียนด้วยวลีเช่นนี้การเขียนอีกลักษณะหนึ่งที่น่าทึ่งมิใช่น้อยก็คือ การใช้ข้อความซ้ำ ๆ เพื่อสื่อความหมายว่าเพิ่มมากขึ้น เช่น “แล้วทั้งสองก็เริ่มทะเลาะกัน แล้วทั้งสองก็เริ่มทะเลาะกันรุนแรงขึ้น แล้วทั้งสองก็เริ่มทะเลาะกันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ“ หรือใช้ข้อความซ้ำ เพื่อสื่อความหมายอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็นเหตุการณ์ซ้ำๆ เช่น &lt;em&gt;“เกือบจะเที่ยงคืนเข้าไปแล้ว แม่ของคุณประหยัดพึมพำกับตัวเอง เกือบๆ จะเที่ยงคืนเข้าไปแล้ว เกือบๆ จะเที่ยงคืนเข้าไปแล้ว นกขุนทองส่งเสียงเจื้อยแจ้วจากในกรง เกือบๆ จะเที่ยงคืนเข้าไปแล้ว” &lt;/em&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;การเล่าแบบซ้ำ ๆ ที่ดูเหมือนเป็นการอธิบายขยายความ หรือการเพิ่มความหมายว่ามากด้วยการซ้ำๆ นี้ ก็อาจทำให้เกิดความเบื่อหน่ายได้ ซึ่งก็น่าจะเป็นอีกจุดประสงค์หนึ่งของผู้เล่าเรื่อง เพราะเมื่อเราได้ยินได้ฟังเรื่องเล่าซ้ำๆ ในสังคมจริง แม้อาจเป็นเรื่องโหดร้าย แต่พอฟังซ้ำๆ ก็เกิดความคุ้นชินและเบื่อหน่ายได้ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;หากผู้อ่านเรื่องเล่าที่ได้ยินเสียงซ้ำไปซ้ำมาอย่างเรียบเรื่อยเนือยเนิบแล้วเกิดความรู้สึกซ้ำซากเบื่อหน่าย นั่นย่อมหมายถึงว่าผู้เล่าเรื่องอาจบรรลุวัตถุประสงค์ของตนแล้วก็ได้สร้างสรรค์ใหม่หรือไร้ฝีมือ?ผู้เล่าเรื่องในปัจจุบัน ต่างแสวงหาหนทางสร้างสรรค์ผลงานในแง่มุมใหม่ๆ บางคนก็อาจค้นพบหนทางโดยบังเอิญคือมีผู้อ่านรับสารแล้วชื่นชอบ หากไม่ประสบความสำเร็จก็อาจต้องค้นหากันต่อไป ต้องพิสูจน์ ทดลองกันเพื่อหาความแปลกใหม่อีก &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;สำหรับเรื่องเล่าเล่มนี้ หากจะคิดว่านี่เป็นวิธีการเขียนแบบใหม่ ก็อาจจะกล่าวได้ไม่เต็มปากนัก เพราะก็เคยมีการสร้างสรรค์ในลักษณะคล้ายๆ ทำนองเสียดสีเช่นนี้มาแล้ว แต่ถ้าจะคิดว่านี่เป็นหนทางใหม่ที่ยังต้องแสวงหาและทดลองต่อไปก็อาจจะใช่ แต่ถึงอย่างไร ผู้เล่าเรื่องคนนี้ก็คงจะไม่ไร้ฝีมือเสียทีเดียว เพราะอย่างน้อยเรื่องเล่าที่น่าเบื่อหน่ายเล่มนี้ก็มีรางวัลมาประดับปกบ้างแล้ว &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/170100561706071129-7999534101125216570?l=foifon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://foifon.blogspot.com/feeds/7999534101125216570/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=170100561706071129&amp;postID=7999534101125216570' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/170100561706071129/posts/default/7999534101125216570'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/170100561706071129/posts/default/7999534101125216570'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://foifon.blogspot.com/2007/06/blog-post_04.html' title='เรื่องเล่าของคนบันทึกเรื่องเล่าที่นักเล่าเรื่องคนหนึ่งเล่าให้เขาฟัง : วิธีใหม่หรือไร้ทิศทาง?'/><author><name>สายฝนเดือนพฤษภา</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_8wos1OKytgk/RmQdN-VTPCI/AAAAAAAAACc/-2hwiF2FyK4/s72-c/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B6%E0%B8%81.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
